การประชุมขับเคลื่อนนโยบายการเลี้ยงดูทดแทนในประเทศไทย

การประชุมขับเคลื่อนนโยบายการเลี้ยงดูทดแทนในประเทศไทย โดย กลุ่มขับเคลื่อนการเลี้ยงดูทดแทน เครือข่ายสิทเด็กประเทศไทย ร่วมกับ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) โดยพูดคุยกันในเรื่องแนวทางการเลี้ยงดูทดแทนขององค์การสหประชาชาติ และการใช้ Tracking Tool เป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงายเพื่อสะท้อนภาพการดำเนินงานและวางแผนขับเคลื่อนนโยบายด้าน Alternative Care

Advertisements

ประชุมกลุ่มขับเคลื่อนเชิงประเด็นสุขภาพ

ประชุมกลุ่มขับเคลื่อนเชิงประเด็นสุขภาพ เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนคู่มือการอบรมประเด็นสุขภาพแก่องค์กรภาครัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน และสถานพินิจ ให้ขับเคลื่อนเนื้อหาความรู้ในด้านสุขภาพแก่เด็กและเยาวชนในสถานพินิจต่อไป โดยจัดขึ้น ณ วันที่ 17 กันยายน 2561 ณ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

การประชุมถอดบทเรียนเพื่อยกระดับการทำงานด้านเด็กเคลื่อนย้าย

การประชุมถอดบทเรียนเพื่อยกระดับการทำงานด้านเด็กเคลื่อนย้าย เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย

เพื่อการวางแผนการดำเนินงานของกลุ่มเชิงประเด็นเด็กเคลื่อนย้ายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานผลักดันนโยบายกับภาครัฐอันนำไปสู่การจัดระบบสวัสดิการให้กับเด็กเคลื่อนย้าย คณะกรรมการขับเคลื่อนเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทยจึงได้วางแผนให้มีการจัดประชุมกลุ่มเชิงประเด็นเด็กเคลื่อนย้าย อันเป็นการถอดบทเรียนการทำงานช่วยเหลือคุ้มครองเด็กเคลื่อนย้าย อันนำไปสู่การใช้เป็นแผนยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานของกลุ่มต่อไป โดยได้วางแผนจัดการประชุมขึ้นในวันที่ ๑๑ กันยายน ๕๖๑ ณ กรุงเทพฯ

การประชุมเพื่อพัฒนาแผนการสร้างความยั่งยืนของเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย

เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย จัดการประชุมเพื่อพัฒนาแผนการสร้างความยั่งยืนของเครือข่ายในการดำเนินงาน เพื่อเตรียมพร้อมในการใช้เป็นแผนทิศทางในการรวมตัวกันของสมาชิกเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย หลังจากหมดงบประมาณสนับสนุนจาก SIDA ในเดือนพฤษภาคม 2562

ซึ่งข้อสรุปจากการประชุม จะนำไปคุยในการเวทีประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย และนำไปใช้ขับเคลื่อนการดำเนินงานต่อไป

ลิงก์

องค์การช่วยเหลือเด็ก มูลนิธิสายเด็ก กลุ่มละครชุมชนกั๊ปไฟ และมูลนิธิรักษ์เด็ก ร่วมกับ เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย ได้มาร่วมมือเรียกร้องให้มีการดำเนินการขจัด การลงโทษทางกายและทำให้เด็กด้อยคุณค่าในทุกสถานที่ รวมถึงแก้ไขกฎหมายในการลงโทษเด็กทางร่างกายและทำให้รู้สึกด้อยค่าในบ้าน ผ่านเวทีรณรงค์ “ประเทศนี้ไม่ตีเด็ก บ้าน รัฐ โรงเรียน ทราบแล้วเปลี่ยน” ณ สโมสรทหารบก กรุงเทพฯ ในวันที่ 28 สิงหาคม 2561

ภายในงานได้มีการนำเสนองานวิจัยโดยองค์การช่วยเหลือเด็กเปิดเผยว่า ครอบครัวไทยมากกว่าร้อยละ 79 มีการใช้ความรุนแรงกับเด็ก โดยพ่อแม่ส่วนมากมักมองว่าการตีเด็กและทำให้เด็กอับอายสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเด็กได้โดยไม่ทำให้เด็กเจ็บปวด และร้อยละ 66.9 เชื่อว่าการลงโทษทางกายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว

ภายในงานได้รับเกียรติจากวิทยากรหลากหลายองค์กรที่ร่วมนำเสนอความคิดเห็นและขับเคลื่อนการดำเนินงานในประเทศยุติการลงโทษและการไม่ทำให้เด็กรู้สึกด้อยค่า ประกอบไปด้วย

  • คุณ คิม คุช ผู้อำนวยการองค์การช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย (Save the Children International, Thailand) กล่าวรายงานผลการดำเนินงานโครงการ
  • ดร. ธาริษา วัฒนเกส ประธานมูลนิธิสายเด็ก ๑๓๘๗ ประเทศไทย กล่าววัตถุประสงค์งานเวทีประเทศนี้ไม่ตีเด็ก
  • อัครราชทูตที่ปรึกษา นิโคลัส วีคส์ อุปทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานเวทีประเทศนี้ไม่ตีเด็ก
  • คุณรัชดาภรณ์ สงฆ์สุวรรณ นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วิทยากรช่วงเสวนา
  • คุณวริสรา บุญมา นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ กรมกิจการสตรีและครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วิทยากรช่วงเสวนา
  • คุณ ศรัญญา กาตะโก ผู้ประสานงานโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย วิทยากรช่วงเสวนา
  • ดร. ศรีสุดา ทรัพย์สิน ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติ มูลนิธิก้าวหน้าพัฒนา วิทยากรช่วงเสวนา
  • คุณวาสนา เก้านพรัตน์ ประธานเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย ผู้ดำเนินรายงานช่วงเสวนา
  • ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็ก Country Trainer Positive discipline for Everyday Parenting (PDEP) และที่ปรึกษาโครงการฯ
  • พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร (หมอโอ๋) กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของเพจ เลี้ยงลูกนอกบ้าน
  • คุณเกรียงไกร ไชยเมืองดี ผู้อำนวยการมูลนิธิรักษ์เด็ก ดำเนินรายการช่วงเสวนาภาษาคุณหมอ
  • การแสดงละครจากกลุ่มละครชุมชนกั๊ปไฟ

ภายในงานมีผู้เข้าร่วมทั้งจากภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม พ่อแม่ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชนแกนนำ ครูในหลากหลายพื้นที่มาร่วมกว่า 300 คน ซึ่งทุกคนได้เรียนรู้ถึงประเด็นปัญหาดังกล่าว อันนำไปสู่การปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงดูเด็กและเยาวชนโดยวินัยเชิงบวก และขับเคลื่อนนโยบายเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากความรุนแรงด้วยการลงโทษและทำให้รู้สึกด้อยคุณค่าในทุกสถานที่ต่อไป

 

ประชุมเสวนาโต๊ะกลมความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ห้ามลงโทษเด็กทางกายและทำให้รู้สึกด้อยค่า

สมาชิกกลุ่มเชิงประเด็นการยุติความรุนแรงต่อเด็ก และคณะกรรมการขับเคลื่อนเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมเสวนาโต๊ะกลมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาสังคม หัวข้อ ความก้าวหน้าในการดำเนินงาน ห้ามลงโทษเด็กทางกายและทำให้รู้สึกด้อยค่า จัดโดย “โครงการอย่าตีเด็ก” นำโดยองค์การช่วยเหลือเด็กระหว่างประเทศ มูลนิธิสายเด็ก1387 มูลนิธิรักษ์เด็ก และกลุ่มละครชุมชนกั๊บไฟ
ภายในงานมีผู้แทนจากภาครัฐร่วมแลกเปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานเพื่อยุติการลงโทษเด็กทางกายและทำให้เด็กด้อยค่า ประกอบไปด้วย
• กรมกิจการเด็กและเยาวชน
• กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว
• กรมองค์การระหว่างประเทศ
• สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย
• กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
• สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผลสรุปจากการดำเนินงานนำไปสู่การหาแนวร่วมในการทำงานเป็นรูปแบบของเครือข่ายระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม และการวาง Road map เพื่อขยายผลและขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวในสังคมต่อไป

การประชุมหารือเพื่อจัดทำคู่มือปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็กจากภัยอนไลน์สำหรับผู้บังคับใช้กฎหมาย

การประชุมหารือเพื่อจัดทำคู่มือปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็กจากภัยอนไลน์สำหรับผู้บังคับใช้กฎหมาย การขับเคลื่อนงานด้านการปกป้องคุ้มครองเด็กในการใช้สื่อออนไลน์อย่างปลอดภัย ไม่ตกเป็นเหยื่อจากมิจฉาชีพออนไลน์ หรืออาชญากรที่แสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก
โดยสมาชิกเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย นำโดย มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย มูลนิธิยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (ECPAT) และ มูลนิธิพัฒนาการคุ้มครองเด็ก (FACE)

เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย นำเสนอข้อเสนอแนะ “ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องเรียนรู้และพร้อมในการปฏิบัติต่อเด็กผู้ประสบภัยพิบัติ”

LOGO-CRC-08 - Colour - resized (small)

-ข้อเสนอแนะ-

เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย

( องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านเด็ก 44 องค์กร )

ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องเรียนรู้และพร้อมในการปฏิบัติต่อเด็กผู้ประสบภัยพิบัติ”

           จากกรณีเหตุการณ์การให้ความช่วยเหลือนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมี และโค้ช จำนวน 13 คน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศให้บริเวณถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติและเขตให้การช่วยเหลือ ผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมพยายามค้นหาจนพบทีมหมูป่าอะคาเดมี และโค้ช ทุกฝ่ายเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั้ง 13 คนให้ออกมาจากถ้ำอย่างปลอดภัย เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทยขอขอบคุณและให้กำลังใจเด็ก ครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้

            กรณีดังกล่าวนอกจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็ก ครอบครัว ชุมชนที่ประสบภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วยังมีผลเกี่ยวเนื่องต่อไปในหมู่สาธารณชนในระดับกว้างไปจนถึงต่างประเทศ โดยมีการนำเสนอข่าวประกอบภาพถ่ายจากเหตุการณ์และข้อมูลการวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดซ้ำผ่านสื่อต่าง ๆ รวมทั้งการรับข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ด้วยแง่มุมต่าง ๆ ทั้งบวกและลบ อย่างหลากหลาย   ในช่วงเย็นวันที่ 8 กรกฎาคม 2561 มีการดำเนินการช่วยเหลือลำเลียงเด็กออกมาจากถ้ำอย่างปลอดภัย  ทางเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทยมีความห่วงใยกระบวนการปกป้องคุ้มครองเด็กต่อเนื่อง ภายหลังจากได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว  จึงขอส่งข้อเสนอแนะให้ผู้เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณา ดังนี้

  1. ข้อเสนอแนะต่อพ่อแม่และผู้ปกครองเด็กผู้ประสบภัย

เนื่องจากเด็ก ๆ  อยู่ในวัยที่ต้องการภาวะที่รู้สึกมั่นคงปลอดภัยและอยู่ในสถานการณ์ที่สามารถคาดการณ์ได้ ในยามที่ประสบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติหรือได้รับผลกระทบจากการรับฟังข่าว เด็กจะเกิดความกลัวและวิตกกังวล หากไม่ได้รับคำแนะนำชี้แจงทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสนับสนุนช่วยเหลือเด็กอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อเด็กในระยะยาวหรือตลอดชีวิตได้  ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำดังต่อไปนี้

1.1     ให้การดูแลเด็กเป็นพิเศษในช่วงนี้ โดยการแสดงความรัก ให้ความอบอุ่นมั่นใจให้เด็กรู้สึกปลอดภัย

1.2     คอยสังเกตความผิดปกติ หากพบว่าเด็กมีอาการผิดปกติ เช่น เครียด หวาดวิตก นอนไม่หลับ ซึมเศร้า  โทษตัวเอง แยกตัวออกจากเพื่อน เลิกทำกิจกรรมที่เคยทำเป็นประจำ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเกิดทันทีหรือเกิดหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้วเป็นเวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือนแล้วก็ได้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักจิตวิทยา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

1.3     หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่คุกคาม ตำหนิลงโทษเด็ก บางครั้งอาจงดการเข้าถึงสื่อที่มีการตำหนิเด็ก

  1. ข้อเสนอแนะต่อพ่อแม่และผู้ปกครองเด็กทั่วไป

2.1  เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกถึงความคิดเห็นและความรู้สึกต่อเหตุการณ์ดังกล่าว รับฟังอย่างตั้งใจ

2.2  ใช้โอกาสนำเหตุการณ์มาสอนให้เด็กเห็นถึงข้อดีข้อเสีย ตอบคำถามเด็กให้เข้าใจอย่างสอดคล้องกับวัย

       และวุฒิภาวะของเด็ก อาจชวนคุยด้วยการสร้างสถานการณ์สมมติว่าหากเป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นกับตัวเด็ก

       จะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร หรืออาจหยิบยกเรื่องราวของฮีโร่และคุณสมบัติของผู้ที่เสียสละต่อผู้อื่น

       และสังคม มาเป็นแบบอย่างสอนให้เด็กตระหนักถึงคุณค่าของการทำงานเพื่อส่วนรวมและการ

      ช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในสังคม

2.3  ส่งเสริมให้เด็กได้มีโอกาสแสดงหรือลงมือช่วยเหลือสังคมหรือมีส่วนร่วมในการบรรเทาทุกข์จากเหตุการณ์ด้วยวิธีการง่าย ๆ

2.4  พ่อแม่ คือ ต้นแบบของเด็ก เด็กอาจเลียนแบบเมื่อพ่อแม่มีปฏิกริยาต่อการรับข่าวสาร ดังนั้นพ่อแม่ควรรับฟังข่าวสารอย่างสงบสติ ไม่แสดงอารมณ์โกรธ ชอบ หรือถูกใจเกินสมควร

 

  1. ข้อเสนอแนะต่อผู้ประกอบวิชาชีพคุ้มครองเด็ก

3.1  ประเมินผลกระทบด้านสุขภาพกาย ใจของเด็ก ครอบครัว เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านร่างกาย จิตใจ

3.2  รับฟังความคิดเห็นของเด็ก เสริมกำลังใจ ไม่ตำหนิเด็ก

3.3  ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว การรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การเรียน การเตรียมความพร้อมในการรับรู้เนื้อหาสิ่งที่ปรากฎในสื่อสังคมออนไลน์

3.4  ให้คำแนะนำเด็กเกี่ยวกับสิทธิเด็กด้านต่างๆ  เช่น สิทธิที่จะมีความเป็นส่วนตัว สิทธิที่จะปฏิเสธการถ่ายภาพ การสัมภาษณ์ การเตรียมตัวก่อนการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน การตอบคำถาม และแนวปฏิบัติตนเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ

  1. ข้อเสนอแนะต่อเพื่อนบ้าน โรงเรียน และชุมชน

4.1  ร่วมกันระดมความคิดเห็นว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้อย่างไร

4.2  แสดงคำปลอบใจ และชื่นชมเด็กที่มีสติในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดี ไม่ควรยกยอ ตำหนิ หรือตอกย้ำด้วยการซักถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น

4.3  โรงเรียนและหน่วยงานด้านการศึกษา ควรทบทวนมาตรการ การเตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้และทักษะการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินแก่นักเรียนและบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา โดยร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่  รวมทั้งการทำแผนปฏิบัติการการจัดการภัยพิบัติในโรงเรียน ร่วมกับชุมชน และมีการฝึกซ้อมเป็นประจำเพื่อสร้างความคุ้นเคย หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจริง

4.4  โรงเรียนและหน่วยงานด้านการศึกษา บูรณาการการเรียนการสอนโดยเชื่อมโยงสิ่งแวดล้อมในชุมชนหรือความรู้รอบตัว เข้าสู่การเรียนการสอนทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ (การเรียนในห้องเรียนและกิจกรรมพิเศษนอกห้องเรียน) เพื่อเสริมทักษะชีวิตแก่นักเรียน

  1. ข้อเสนอแนะต่อสื่อมวลชน

การรายงานข่าวเด็กควรระมัดระวังไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิเด็กก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อเด็ก        หลักสำคัญที่สื่อมวลชนควรนำมาใช้ ประกอบการพิจารณาในการคัดกรองข้อมูลเพื่อรายงานข่าวเด็ก มีดังนี้

             5.1 ปกป้องตัวตนของเด็ก : เด็กมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิอันพึงมีมาตั้งแต่เกิดหากการรายงาน

                  เนื้อหาข่าวหรือเผยแพร่ภาพของเด็กออกไปจะก่อให้เกิดผลเชิงลบต่อตัวเด็ก ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

                 อาจก่อให้เกิดอันตราย สะเทือนใจ หรือเสื่อมเสีย ชื่อเสียง ก็จะต้องพิจารณาให้ดีว่าจะเผยแพร่ได้ทั้งหมด

                หรือไม่ อย่างไร

  • เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก: ในการรายงานเนื้อหาข่าวหรือการถ่ายภาพเด็กพึงตระหนักว่าเด็ก คือ มนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ภาพเด็กที่เผยแพร่ออกไปต้องไม่ทำให้เขาถูกลด ทอนความเป็นมนุษย์ลงในสายตาของผู้อื่น

  • ขออนุญาต เมื่อต้องการถ่ายภาพหรือบันทึกวีดีโอ

  • อธิบายให้เด็กและดูแลเด็กเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ในการถ่ายภาพ

  • ได้รับความยินยอมในการถ่ายภาพและใช้ภาพจากพ่อแม่และผู้ที่ปกครองเด็กหรือตัวเด็กโดยตรงในกรณีที่เด็กมีอายุเหมาะสมและเข้าใจ

  • ไม่ถ่ายภาพของบุคคลซึ่งแจ้งว่าไม่ต้องการให้มีบันทึกภาพโดยเด็ดขาด

5.2  นำเสนอภาพเด็กในบริบทที่ถูกต้องไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด  ภาพต้องบอกเล่าให้ผู้รับสารสามารถเข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงของเรื่องราวได้ ไม่ตีความไปในทางอื่นซึ่งผิดไปจากความเป็นจริง อย่าเจาะจงที่จะเสนอภาพมุมใดมุมหนึ่ง หรือไม่เสนอภาพมุมใดมุมหนึ่ง เพื่อให้เกิดผลบางประการกับเด็ก หรือทัศนคติของผู้รับสารที่มีต่อเด็ก

5.3  ไม่นำเสนอเนื้อหาหรือภาพเด็กที่เน้นความตื่นเต้นเร้าอารมณ์ เป็นภาพที่แสดงความเป็นเหตุเป็นผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่าก่อให้เกิดความสะเทือนใจ

5.4     ไม่พาดหัวข้อข่าวที่เกินจริง ตีตรา ตัดสิน  สร้างตราบาป มีอคติในการรายงานข่าว

  1. ข้อเสนอแนะต่อสาธารณชน

6.1        เรียนรู้แนวทางในการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดภัยพิบัติ เพื่อร่วมกันปกป้องเด็กและเยาวชนเมื่อเกิดเหตุ

6.2        ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวก่อนแชร์หรือส่งต่อข่าวที่ไม่เป็นความจริงออกไป

6.3        ตรวจสอบการทำงานของสื่อเพื่อไม่ให้มีการละเมิดเด็กและเยาวชนตามข้อเสนอแนะต่อสื่อ

เมื่อเด็กประสบภัยพิบัติทางธรรมชาตินอกจากจะได้รับผลกระทบทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจแล้ว เด็กยังได้รับผลกระทบจากการรับฟังข่าวอย่างต่อเนื่องอีกด้วย วอนทุกฝ่ายในสังคมได้ใช้เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ ช่วยกันถอดบทเรียนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างภูมิคุ้มกัน การเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุ การให้ความช่วยเหลือก่อนและภายหลังเกิดภัยพิบัติ จะช่วยลดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ได้

การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ

                                                                           เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย

                                                                             9 กรกฎาคม 2561

 

 

   

 LOGO-CRC-08 - Colour - resized (small)

รายชื่อสมาชิก “เครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย”

(CRC Coalition Thailand)

 

๑.        มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก

๒๔. มูลนิธิศึกษาพัฒนาประชาชนบนที่สูง

๒.        องค์การช่วยเหลือเด็ก

๒๕. สถานสงเคราะห์เด็กบ้านปลาดาว

๓.        องค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล

๒๖. มูลนิธิรักษ์ไทย

๔.        มูลนิธิสายเด็ก ๑๓๘๗

๒๗. มูลนิธิโรงเรียนแห่งความหวัง

๕.        สหทัยมูลนิธิ

๒๘. มูลนิธิเตรียมชีวิต

๖.        มูลนิธิพัฒนาการคุ้มครองเด็ก

๒๙. มูลนิธิวันสกาย

๗.        มูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็ก

๓๐. ศูนย์เพื่อน้องหญิง

๘.        มูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก

๓๑. มูลนิธิดวงประทีป

๙.        มูลนิธิรักษ์เด็ก

๓๒. มูลนิธิสยาม-แคร์

๑๐.   มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน

๓๓. สถานสงเคราะห์เด็ก พักพิงคุ้มภัย ชลบุรี

๑๑.   มูลนิธิพิทักษ์สตรี

๓๔. กลุ่มด้วยใจ

๑๒.   มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ

๓๕. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

๑๓.   ละครชุมชน “กั๊บไฟ”

๓๖. คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการอภิบาลสังคม

๑๔.   มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

      แผนกผู้อพยพย้ายถิ่นและผู้ถูกคุมขัง

๑๕.   มูลนิธิกองทุนการศึกษาพิพพะละ

๓๗. มูลนิธิก้าวหน้าพัฒนาชุมชน

๑๖.   มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา

๓๘. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของ

๑๗.   มูลนิธิไร้ท์ ทู เพลย์ประเทศไทย

      ชาวไทยภูเขาในประเทศไทย

๑๘.   มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย

๓๙. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก

๑๙.   ศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูง

๔๐.บ้านสคูล

๔๑. องค์การแตร์เดซอม

๒๐.   องค์การเฟรนด์อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย

๔๒. มูลนิธิเอทเวนตี้วัน

๒๑. องค์กรพัฒนาอาชีพนานาเผ่าลุ่มน้ำฝาง

๒๒. มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม

๒๓.สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอาข่า

๔๓. มูลนิธิช่วยไร้พรมแดน

๔๔. มูลนิธิพร้อมใจพัฒนา

 ดาวน์โหลดเอกสาร CRCCT ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติต่อเด็กผู้ประสบภัยพิบัติ

CRCCT ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติต่อเด็กผู้ประสบภัยพิบัติ

Consultative Workshop on Alternative Report

ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดทำรายงานสิทธิเด็ก (CRC Alternative Report) ร่วมกับคณะทำงานเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย โดยมีศาสตราจารย์วิทิต มันตาภรณ์ ร่วมแลกเปลี่ยนให้ข้อแนะนำ ..

ความพยายามในการมองรอบด้านต่อการดำเนินงานเพื่อปกป้องคุ้มครองของเด็ก ทบทวนนโยบายและการทำงานของรัฐที่ผ่านมา ว่ามีความก้าวหน้าขึ้นอย่างไร หรือ มีช่องว่างใดที่ควรได้รับการเติมเต็ม ..

#CRCCoalitionThailand

การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจในแนวปฏิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็ก

การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมความรู้ความเข้าใจในแนวปฏิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็ก โดยเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย ร่วมกับ กองคุ้มครองเด็ก กรมกิจการเด็กและเยาวชน ณ ห้องประชุม อาคารดรุณวิถี สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี

การอบรมมุ่งเน้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในแนวปฏิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยการเลี้ยงดูทดแทน และเพื่อพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าวของกรมกิจการเด็กและเยาวชน โดยมีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 43 คน โดยเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูทดแทนของกรมกิจการเด็กและเยาวชน รวม 33 คน และสมาชิกเครือข่ายสิทธิเด็กประเทศไทย

ช่วงเช้าได้รับเกียรติจากอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน คุณวิทัศน์ เตชะบุญ กล่าวเปิดงานและนำเสนอการดำเนินงานของกรมฯ ในการจัดทำระบบการเลี้ยงดูทดแทน ก่อนที่จะให้วิทยากรจากกลุ่มเชิงประเด็นการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็ก ให้ข้อมูลความรู้ถึงแนวทางปฏิบัติของสหประชาชาติ ประกอบด้วย

1. คุณกัณฐมณี ลดาพงษ์พัฒนา ที่ปรึกษาอิสระ : ความเป็นมา ความสำคัญและหลักการสำคัญในการดำเนินการตามแนวปฏิบัติของสหประชาชาติ

2. คุณภูษา ศรีวิลาศ ที่ปรึกษาอิสระ : ระบบการคัดกรองก่อนการตัดสินใจรับเด็กเข้าสู่ระบบการเลี้ยงดูทดแทน

3. คุณนัยนา ธนวัฑโฒ Save the Children : การตัดสินใจเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก

4. คุณจินตนา นนทะเปารยะ สหทัยมูลนิธิ : รูปแบบการจัดการเลี้ยงดูทดแทนสำหรับเด็ก

ก่อนที่จะมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนการดำเนินการตามแนวปฏิบัติของสหประชาชาติของกรมกิจการเด็กและเยาวชนอันนำไปสู่การปรับเป็นแผนการดำเนินงานต่อไป